โปรโมทร้าน aStore ฟรีๆด้วย SEO

6 Jun

หลังจากที่พูดถึงการทำ PPC ไปแล้ว วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับ SEO หรือ Search Engine Optimum กันครับ หากใครจำได้ผมเคยพูดไว้ว่าการทำ SEO เป็นการโปรโมทร้าน aStore แบบฟรีๆก็จริงแต่มันต้องใช้ความพยายามและความตั้งใจอย่างที่สุดถึงจะเห็นผล วิธีการนี้เหมาะสำหรับคนใจเย็นๆที่ต้องการทำมาหากินในระยะยาวเพราะเมื่อ สำเร็จแล้วเราก็นอนรอรับตังได้เลยครับ การทำ SEO คือการทำอันดับให้ร้านของเราไปอยู่หน้าแรกของผลการค้นหาใน keyword ทีเราต้องการนั่นคือหากเราต้องการขาย iphone เราต้องให้ร้านของเราไปโชว์อยู่ที่หน้าแรกของผลการค้นหา iphone ใช่ไหมครับ เพื่อให้มีคนเข้ามาชมที่ร้านเราเยอะๆและสร้างโอกาสในการขาย ต่อไปผมจะพูดถึงจำนวนคนเข้ามาที่ร้านเราว่า traffic นะครับ
การที่เราจะทำให้ร้านเราไปติดในอันดับต้นๆของผลการค้นหานั้น แน่นอนว่าร้านของเราจะต้องเป็นร้านที่มีคุณภาพนั่นก็คือมีคะแนน ranking page จาก search engine สูงๆนั่นเอง ทีนี้ search engine จะรู้ได้ไงละว่าร้านของเรามีคุณภาพ จากประสบการณ์ของผม search engine จะส่งโปรแกรมออกมาตัวหนึ่งท่องไปในโลกของ website ซึ่งเราเรียกว่า bot ซึ่งเจ้า bot ตัวนี้จะเข้าไปรวบรวมข้อมูลใน site นั้นเพื่อประมวลผลว่าเป็น site ที่พูดเกี่ยวกับอะไรจากคำที่ใช้บ่อยๆใน site นั้นๆ แน่นอนว่าหากร้านเราขาย iphone เราย่อมไม่พูดถึง nokia ใน site เรามากกว่า iphone จริงไหมครับ และ bot ส่งผลกลับไปยัง search engine เพื่อเก็บไว้เป็นฐานข้อมูลและประมวลผลจัดอันดับ หลักๆแล้วเจ้า bot จะไปท่องเที่ยวตาม web ต่างๆทุกวันซึ่งนานๆทีจะกลับมาเยี่ยมเยียน web เราซักครั้งนึงทำให้ข้อมูลร้าน aStore ของเรามีน้อยในฐานข้อมูลของ search engine ซึ่งวิธีการที่จะทำให้ bot เข้ามาเยี่ยมเยียนร้านของเราบ่อยๆ คือ เราต้องเอา link URL ของร้านเราไปใส่ไว้ที่ website อื่นที่เกี่ยวข้องกับร้านเราหลายๆที่เพื่อ สร้างสะพานให้ bot ไต่เข้ามาที่ร้านเราผ่านทาง link เมื่อ bot ไปเยี่ยม website ที่เราไปฝาก link ไว้ ยิ่งเราไปฝาก link ไว้หลาย website ก็ยิ่งเป็นการเปิดช่องทางให้ bot มาที่ร้านเรามากขึ้นจนส่งผลให้ search engine มีข้อมูลร้านเรามากขึ้นทำให้ร้านเรามีอันดับที่ดีขึ้นไปในตัว แต่อย่าลืมครับว่าไม่มีใครอยากให้ website ของตัวเองมี link มากมายเต็มไปหมดเพราะมันจะส่งผลสียกับอันดับของ website ของเขา หรือเรียกว่าเราไป spam เขานั่นเองเพราะ ฉะนั้นการใส่ link จะต้องทำไปเรื่อยๆใช้ความพยายาม ยิ่งถ้าร้านเรามี link จาก website ที่มี page rank สูงๆก็ยิ่งส่งผลดีกับอันดับของร้านเราไปในตัวด้วย หรือที่เราเรียกกันว่า back up link นั่นเอง และทุกวันนี้มีการซื้อขาย back up link กันมากมายในโลก internet เลยละครับ อีกวิธีคือเราต้องคอยไป submit ร้านเรากับ web directory หรือ web digg ต่างๆเพื่อให้ร้านเราเข้าไปอยู่ในระบบการค้นหา โดยถ้าจะเปรียบ web directory ก็คือ สมุดหน้าเหลืองสำหรับ website นั่นเอง ซึ่งที่เพื่อนๆจะต้องบอกรายละเอียดของ web หรือ ร้านเราว่าเกี่ยวกับอะไรและจัดอยู่ในหมวดหมู่อะไร เพราะ search engine จะใช้ฐานข้อมูลนี้ในการตรวจสอบจัดอันดับเหมือนกัน เราสามารถหา web directory หรือ web digg ได้ด้วยการ search ใน search engine แล้วตาม submit ให้หมดทุกที่ สุดท้ายคือ ปริมาณของ traffic ที่เข้ามาเยี่ยมชมร้านของเราครับ ยิ่งมีคนเข้าร้านเรามากเท่าไรแสดงว่าร้านเราเป็นร้านที่มีคุณภาพและน่าเชื่อ ถือ โดยวิธีการโปรโมทก็ทำได้หลายวิธีเช่น forward mail หรือ ประกาศต่างๆ แต่อย่า forward mail ไปทั่วนะครับเพราะเขาจะเรียกว่าการ spam mail ทำให้คนได้รับ mail เรา รำคาญได้ แน้นเฉพาะกลุ่มที่สนใจร้านของเราจริงๆ ทั้งหมดนี้ฟังดูยากนะครับแต่ควมจริงมันไม่ยากเลยถ้าเพื่อนๆมีความขยันและ ตั้งใจจริง อาจจะต้องใช้ความอดทนเป็นเดือนหรือเป็นปีจึงจะเห็นผล แต่สุดท้ายขอบอกครับว่ามันคุ้มค่ากับการลงทุนแน่นอน ขอให้ทุกคนรวยๆครับ

ที่มาของบทความ  richbymyhand.com

Tags: , , , , , , , , , , , , ,

aStore กับ Search Engine

6 Jun

หากจะพูดถึงการโปรโมทสินค้าหรือเวปไซต์ทาง internet ละก็ แน่นอนเพื่อนๆจะต้องทำความรู้จักกับ Search Engine ทั้งหลาย และลูกพี่ใหญ่ของวงการ search engine 3 อันดับแรกที่หลายๆคนน่าจะรู้จักและครองตลาดมาทุกวันนี้ก็คือ google yahoo และ microsolf หรือ bing นั่นเอง

ลองคิดดูครับว่าหากเพื่อนๆทำร้าน aStore เกี่ยวกับ LCD TV แล้วมีคนต้องการสั่งซื้อ TV ทาง internet โดยพิมพ์คำว่า LCD TV ที่ search engine แล้วชื่อร้าน aStore ของเราก็โผล่ขึ้นมาให้เขาเข้าไปสั่งซื้อ โดยราคาขาย LCD TV ตกเครื่องละประมาณ 1,000 USD เราจะได้ค่าคอม 4% ต่อเครื่องคิดเป็นเงิน 40 USD ทันทีโดยที่ไม่ต้องทำอะไรเลยแต่หากเราขายได้ 6 เครื่องขึ้นไปค่าคอมต่อเครื่องเราจะกลายเป็น 8.5% คือ 85 USD ทันที คิดง่ายๆต่อเดือนเราขายได้ซัก 20-30 เครื่องก็สบายแล้วครับ แต่ชีวิตจริงมันไม่ง่ายอย่างนั้นครับเพราะเพื่อนๆอย่าลืมว่าในธุรกิจนี้มีคน ที่ทำอยู่มากมายและการที่ aStore เราจะไปเสนอหน้าอยู่ที่หน้าแรกของผลการค้นหามันเป็นเรื่องที่ต้องใช้ความ พยายามและอดทนอย่างมาก แต่สุดท้ายมันจะคุ้มครับเพราะเราไม่ต้องทำอะไรเลยแค่ปล่อยให้ร้านมันหาเงิน ให้เรา

การโปรโมทร้าน aStore ของเรามีวิธีให้เพื่อนๆเลือกอยู่ 2 ทาง ซึ่งแต่ละวิธีก็มีข้อดีและข้อเสียในตัวของมันเอง ขึ้นอยู่กับเพื่อนๆจะเลื่อกและนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งวิธีแรกเราจะรู้จักกันในชื่อว่า SEO หรือ search engine optimize คือการทำให้เวปเราไปติดอยู่ในหน้าแรกของผลการค้นหา หรือ อีกวิธีคือ PPC หรือ pay per click คือการจ่ายเงินให้กับ search engine เพื่อให้เวปเราไปติดอยู่ในหน้าแรกของผลการค้นหา เห็นอย่างนี้เพื่อนๆหลายคนคงคิดว่า SEO น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีเพราะไม่ต้องจ่ายเงิน และแน่นอนครับ SEO ก็เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาและความอดทนนั่นเอง เรามาดูข้อดีและข้อเสียของแต่ละวิธีพอคร่าวๆเพื่อช่วยในการตัดสินใจทำโฆษณา ของเรากันครับ
SEO
ข้อดี:
1.ไม่ มีค่าใช้จ่าย
2.เมื่อสำเร็จแล้วจะได้ผลการขายระยะยาวจาก search engine
ข้อ เสีย:
1.มีขั้นตอนการทำที่ลึกซึ้งและต้องอาศัยความขยันมากๆซึ่งผมจะพูดใน บทถัดไปเพราะมีรายละเอียดเยอะมากครับ
2.เราไม่สามารถวัดผลโฆษณาของเราได้ ขณะที่ทำ SEO เพราะช่วงแรกจะไม่มีการสั่งซื้อสินค้าของเราแน่นอนทำให้บาง คนเบื่อและล้มเลิกความตั้งใจไป
PPC
ข้อ ดี:
1.สำหรับคนใจร้อนเพราะสามารถแสดงร้านเราได้โดยทันที
2.สามารถวัด ค่าใช้จ่ายต้นทุนการทำ PPC กับกำไรที่ได้ว่าคุ้มที่จะลงทุนไหม
3.สามารถ ควบคุมค่าใช้จ่ายและความเสี่ยงได้
ข้อเสีย:
1.มีความเสี่ยงเพราะไม่ รู้ว่าคนที่เข้ามาที่ร้านเราจะซื้อสินค้าไหม หากไม่ซื้อเราก็จะเสียค่า PPC ไปฟรีๆ
2.ต้องมีเงินทุนพอสมควรเพราะช่างแรกๆเราจะเสียเงินไปกับการลองผิด ลองถูก

เอาละครับคราวนี้ก็เป็นหน้าที่ของเพื่อนๆแล้วครับว่าใครจะเลือกเดินสายไหน แต่ใครจะใช้ทั้งสองวิธีเลยก็ไม่ว่ากันครับ วันต่อไปผมจะมาพูดขั้นตอน PPC และการสมัครใช้ PPC กับ search engine ครับผม

ที่มาของบทความ  richbymyhand.com

Tags: , , , , , , , ,

มีร้านเป็นของตัว เองง่ายๆกับ aStore

6 Jun

วันนี้เราจะมาทำความรู้จักและสร้าง aStore เป็นของตัวเองกันนะครับ ตามสุภาษิตไทย ใครใคร่ค้าอะไรก็ค้าได้ตามใจชอบเลยครับ คำว่า aStore สำหรับผู้ขายอย่างเราๆก็คือการมีร้านเป็นของตัวเองนั่นเหละครับโดยเราสามารถ เลือกเอาสินค้าอะไรก็ได้ที่มีขายใน Amazom มาวางขายใน astore ของเราเองและเราจะได้ URL สำหรับ aStore ของเราไปโปรโมทขายตาม internet หากใครสงสัยว่าหน้าตาของ aStore เป็นอย่างไร ลองดูที่ผมทำไว้เป็นตัวอย่าง ตาม link aStore ทางขวาได้เลยครับ

ขั้นตอนการสร้าง aStore
1. Login เข้า Amazon Associates ตามปกติครับ
2. คลิกที่ function Astore ที่อยู่ระหว่าง Widgets กับ Report แล้วเลือก Tracking ID เพื่อสร้าง aStore
3. เลือก Category Pages แล้วกดเลือก Add Category Pages ครับ ในขั้นตอนนี้ Amazon จะให้เพื่อนๆเลือกครับว่าอยากจะ list สินค้าเองที่ Add individual products หรืออยากจะให้ Amazon ลงให้ หากเพื่อนๆขี้เกียจเลือกสินค้าเองเรามีวิธีลงสินค้าง่ายๆครับ เพียงเลือกที่ Add products by Amazon category ตามตัวอย่างผมเลือกเป็นแบบ Add products by Amazon category ครับแล้ว เลือก category เป็น TV เท่านี้ผมก็ได้ร้านขาย TV แล้ว
4. กด Continue จะเข้าสู่หน้าการแก้ไขหน้าตาของ aStore เราที่ Color & Design ใครอยากได้หน้าตายังไงก็ปรับแต่งได้ตามใจชอบเลยครับ หากใครมีความรู้การเขียนภาษา CSS ก็สามารถแก้ไขได้อีกตามที่เราต้องการ บางคนออกแบบหน้าตาสวยไม่แพ้ web e-commearch เลยครับ
5. ต่อมาที่ Sidebar Widget เราจะเลือกครับว่าช่อง Search หาสินค้าและสินค้าที่เกี่ยวข้องจะเอาไว้ด้านขวามือหรือซ้ายมือของหน้า aStore ตรงส่วนของ Sidebar Widget ผมแนะนำให้เลือกตามค่าเดิมครับ
6. เสร็จแล้วกด Finish & Get Link เท่านี้เราก็ได้ aStore ไปโปรโมทขายของกันแล้วครับ ใครอยากรู้ว่าหน้าตา aStore ของเราเป็นยังไงก็เอา Link URL ที่ได้ไปเปิดดูที่ internet ได้เลย สังเกตุ URL ของเราที่ได้นะครับว่า Amazon จะใส่ Tracking ID ของเราไว้ด้วยเพื่อ Amazon จะได้รู้ว่ามีการซื้อสินค้าผ่าน aStore ของเรา

ที่มาของบทความ  richbymyhand.com

Tags: , , , , , , , ,

วิธีนำสินค้าจาก amazon ไปขาย

6 Jun

วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับการนำสินค้าจาก amazon ไปขายกันแล้วนะครับ เมื่อเพื่อนๆล็อกอินเข้า amazon associates แล้วให้ใช้ ID ที่ตั้งไว้ในตอนต้น ใครที่ยังไม่รู้ว่า ID ตั้งยังไงให้กลับไปดูบทความที่แล้วเอานะครับ เมื่อเข้าสู่หน้า associates แล้ว ทาง amazon จะให้เพื่อนๆเลือกครับว่าอยากจะโฆษณาผ่านช่องทางไหน ซึ่ง amazon จัดไว้ให้ 3 ช่องทางคือ
1. Links & Banners ไว้สำหรับให้ลูกค้า คลิกซื้อสินค้าผ่าน link amazon หรือ เครื่องหมายสินค้า amazon ในหน้า web ของเรา โดยเราสามารถกำหนดได้ครับว่าอยากจะให้ลูกค้าเข้าไปดูสินค้าของ amazon ในหน้าไหนได้ 3 ช่องทางคือ
- Product Links คือการส่งลูกค้าไปที่หน้าสินค้าที่เราต้องการขายโดยตรง ยกตัวอย่างเช่น หากเราอยากจะขาย notebook ของ apple เราก็สามารถเอาหน้า สินค้า apple macbook มาทำเป็น link ใน web ของเราได้
- Banner Links คือการส่งลูกค้าผ่านป้ายโฆษณาของ amazon เพื่อนๆดูตัวอย่าง link banners ได้ที่มุมขวาของ web ได้เลยครับ ผมเอา link banners ขายหนังสือมาแปะที่ web นี้เรียบร้อยแล้ว
- Link to any page at amazon.com คือการส่งลูกค้าไปที่หน้าไหนของ amazon ก็ได้ที่เราต้องการ
2. Widgets เป็นลักษณะคล้ายๆ banner links แต่จะมีลูกเล่นมากกว่า เช่น เราทำเป็น VDO link ได้
3. aStore เป็นฟีเจอร์ที่ให้โอกาสเพื่อนๆมีร้านค้าเป็นของตัวเองได้โดยไม่ต้องมี website เป็นของตัวเองโดยเราสามารถเลือกสินค้า amazon มาลงที่ร้านเราได้ตามใจชอบเลยครับ และเราสามารถแต่ง store ของเราให้สวยงามไม่แพ้ website เลยก็ได้ซึ่ง aStore นี้เป็นที่นิยมมากในหมู่นักทำธุรกิจ affiliate อย่างเราๆ ในส่วนของ aStore เดี๋ยวผมจะแยกหัวข้อมาอธิบายให้ละเอียดเลยครับ เพราะเป็นฟีเจอร์ที่น่าสนใจมาก
วิธีการนำสินค้ามาโฆษณาขายทั้งสามรายการมีขั้นต้อนที่ง่ายมากครับ โดย amazon จะให้ code HTML มาหลังจากที่เรากำหนดว่าอยากจะโฆษณาแบบไหน โดยที่เราแค่คลิกปุ่ม get link แล้วลอก code HTML มาใส่ web หรือ blog เราได้เลย ถ้าเพื่อนๆที่เขียน blogspot ของ google ตามที่ผมบอกแต่ต้นให้เข้าไปที่ รูปแบบ แล้วเพิ่ม Gadget ของ HTML เสร็จแล้วก็เอา code HTML ที่ได้จาก get link ของ amazon ไปวางได้เลยครับ ใน link ที่ได้ amazon จะใส่ ID ของเราไปด้วยใน HTML เพื่อทำให้รู้ว่าสินค้าที่ขายได้ผ่านมาจาก ID ของเราเพื่อ amazon จะจ่ายค่าคอมให้ถูกคนไงครับ บทความต่อไปเราจะมาทำความรู้จัก aStore กันโดยละเอียดครับผม

ที่มาของบทความ  richbymyhand.com

Tags: , ,

รู้จักนายหน้าบน internet

6 Jun

เพื่อนๆคงจะงงใช่ไหมครับว่าเป็นนายหน้าขายของบน internet เขาทำยังไงกัน เอายังนี้นะครับลองหลับตาแล้วนึกถึงธุรกิจนึงที่ผมเชื่อว่าหลายคนคงรู้จัก กันดี นั่นคือการเป็นตัวแทนขายสินค้า Amway โดยที่เราจะได้เปอร์เซ็นจากของที่เราขายได้นั่นเอง แต่ข้อดีของการที่เราเป็นนายหน้าขายสินค้าบน internet มีข้อดีกว่าหลายอย่างครับ เช่น เราสามารถที่จะขายของได้โดยที่เราไม่ต้องวิ่งไปหาลูกค้าให้เหนื่อยหรือ เปลืองค่าน้ำมันรถ แค่เรานั่งอยู่หน้าคอม ก็ขายของได้แล้วโดยที่ลูกค้าจะวิ่งมาหาเราเอง อีกอย่างสินค้าที่ให้เราขายมีตั้งแต่ สากกะเบือยันเรือรบเลยครับ อันนี้พูดจริงๆใครถนัดขายอะไรขายได้ตามสะดวก โดยศัพท์ที่เราเรียกการทำธุรกิจนี้คือ Affiliate ซึ่งหลักการง่ายๆก็คือ website ที่เป็น web ขายสินค้าและบริการที่มีการขายสินค้าทาง internet นั้นเขาต้องการหาคนช่วยเขาขายสินค้าและเพิ่มยอดการขายสินค้า วิธีการที่ง่ายที่สุดก็คือหาคนมาช่วยขายนั่นเอง และ website amazon เป็น web ที่ผมขอแนะนำให้เพื่อนๆลองเล่นกันก่อนครับเพราะของเขาดีจริงและมี function มากมายสำหรับชาว affiliate อย่างเราๆ อีกทั้งจ่ายจริงไม่มีโกงครับ เพราะผมได้รับเงินมากับมือแล้วเลยกล้าฟันธง เป็นไงครับชักสนใจแล้วใช่ไหมครับ งั้นเรามาเริ่มกันเลย

AMAZON คืออะไร
ผมอยากให้เพื่อนๆนึกถึงห้างใหญ่ๆห้างนึงครับที่มีสินค้า ทุกรูปแบบที่เขามีขายกัน แต่อยู่ในรูปของ website เท่านั้นเอง โดยที่เราสามารถเอาของของเขาไปขายได้และเราก็จะได้ค่าคอมมิดชั่น เป็นเงิน US ครับเพราะเจ้า website นี้เป็นของอเมริกา แต่มีข้อแม้อย่างนึงครับว่าเราห้ามเอาชื่อ amazon ไปขายแข่งกับเขานะครับ เดี๋ยว amazon จะกริ้วเอาได้

Tags: , , , , , , ,

เริ่มต้นนายหน้ามือ อาชีพ (3)

6 Jun

มาถึงวันนี้เพื่อนๆคงจะได้รับจดหมายตอบรับจาก amazon กันแล้วใช่ไหมครับ ทีนี้คงจะเริ่มรู้สึกคันไม้คันอยากจะเริ่มทำกันแล้วซิครับ เอาละคราวนี้ เรามาเริ่มทำไปพร้อมๆกันเลยดีกว่า
1. ขั้นแรกให้เพื่อนๆ login เวป amazon โดยใช้ email address กับ password ที่สมัครไว้ตอนแรก
2. Click ที่ amazon associates icon ที่มุมบนขวามือเพื่อเข้าสู่หน้า associates
3. เลือก account setting ที่มุมบนขวามือเพื่อกรอกข้อมูล Payment Method ของเราครับ ซึ่งข้อมูลนี้จะใช้เป็นช่องทางรับเงินจาก amazon
4. คลิกเลือก Chang Payment Method แล้ว ติ๊กที่ pay me by direct deposit สำหรับคนที่ต้องการให้ amazonโอนเงินผ่านธนาคารกรุงเทพ หรือ pay me check ถ้าต้องการให้ส่งเป็นเช็คครับซึ่ง amazon จะส่งให้เมื่อเราได้ค่าคอมครบ 100 USD
5. คนที่เลือก direct deposit ให้กรอกข้อมูลตามนี้นะครับ
Bank Location = USA
Bank Name = Bangkok Bank
Bank Account Holder Name = ชื่อตามสมุดบัญชีธนาคารกรุงเทพเป็นภาษาอังกฤษ
Bank Account Type = Savings
Bank Account Number = เลขบัญชีของเราครับ
Routing Number = 026008691 อย่าพิมพ์ผิดนะครับ

เสร็จแล้วกด submit ได้เลยครับ

6. เลือก manage Tracking ID ที่บริเวณกรอบสีแดงตามรูป แล้วตั้งชื่อ Tracking ID ของเรา ซึ่ง amazon จะรู้ว่าสินค้าที่ขายได้มาจากเราตาม Tracking ID ของเราเพราะฉะนั้นชื่อ Tracking ID แต่ละชื่อจะต้องไม่เหมือนกันและ การตั้ง Tracking ID ของแต่ละคนมีจำกัดจำนวนนะครับและไม่สามารถลบได้ ดังนั้นเพื่อนๆต้องใช้แต่ละ ID ให้คุ้มค่าที่สุด ผมแนะนำให้ตั้งเป็นชื่อที่เกี่ยวข้องกับสินค้าที่เราขายจะได้จำง่ายหน่อย

ที่มาของบทความ  richbymyhand.com

Tags: , , , , ,

เริ่มต้นนายหน้ามือ อาชีพ (2)

6 Jun

มาถึงบทความนี้หลายๆคนที่สนใจเข้าร่วมอุดมการณ์กับผมน่าจะมี blog กันเป็นของตัวเองแล้วนะครับ วันนี้เรามาเริ่มสมัครเป็นนายหน้าขายของให้ amazon กันเลยดีกว่า อย่าลืมครับว่ายิ่งเราเริ่มเร็วเท่าไร เราก็ยิ่งแซงหน้าคนอื่นไปเท่านั้น ความสำเร็จจะเป็นของผู้ที่ลงมือทำเสมอครับ การที่เราจะเริ่มธุรกิจกับ amazon นั้นเราจะต้องมีบัญชีที่ให้ทาง amazon เขาโอนค่านายหน้าให้เราหลังจากที่เราขายของได้แล้ว ผมแนะนำให้เพื่อนๆเปิดบัญชีกับธนาคารกรุงเทพไว้ซักบัญชีนะครับเพราะธนาคาร กรุงเทพเขามีสาขาที่อเมริกา ทำให้ amazon สามารถโอนเงินเข้าบัญชีเราได้โดยตรง ซึ่งหากใครไม่มีบัญชีธนาคารกรุงเทพ เราจะต้องแจ้งที่อยู่ของเราให้กับ amazon เพื่อให้เขาส่งเป็นเช็คมาให้เราเอาไปขึ้นเงินเอาเอง

ขั้นตอนการสมัครเป็นตัวแทน affiliate ของ amazon ก็ไม่ยุ่งยากอะไรครับ เพียงเพื่อน login เข้าไปที่ www.amazon.com แล้วลิงค์ด้านล่างจะมีคำว่า join associates ให้เพื่อนๆคลิกเข้าไปสมัครตรง Join now for FREE! เลยครับ เมื่อคลิกไปแล้ว amazon จะให้เราใส่ e-mail address ให้เราติ๊กที่ตรง new customer แล้วก็ใส่ e-mail address ของ Gmailที่เราสมัครไว้กับ google ได้เลย
ในขั้นต่อไป amazon จะให้เราใส่ชื่อของเรา วันเดือนปี เกิด และ password ซึ่งเพื่อนๆจะต้องจำ e-mail address กับ password ให้ได้นะครับเพราะจะต้องใช้ login amazon ทุกครั้ง
ต่อไปมาถึงขั้นตอนสำคัญแล้วนะครับในส่วนของการกรอก contact information ซึ่งเพื่อนๆจะได้รับเงินหรือไม่ก็ตรงนี้ละครับบางคนทำแทบตายแต่กรอกข้อมูล ผิดสุดท้ายไม่ได้รับเงินเฉยเลย ผมจะอธิบายเป็นหัวข้อไปเลยนะครับ
1. Payee Name – ใส่ชื่อ นามสกุล ของเราครับ ขอให้ตรงกับชื่อบัญชีธนาคารนะครับ
2. Address – ใส่ที่อยู่ของเราครับ หากเราต้องการรับเงินเป็นเช็ค amazon จะจัดส่งมาตามที่อยู่นี้
3. Country – เลือก Thailand ครับ
4. Contact same as payee? – เลือก yes ครับ
5. What is the name of your Website – ใส่ชื่อของ blog ที่เราตั้งไว้เลยครับ
6. What is the URL of the main Website – ใส่ URL ของ blog เราได้เลยครับ ใครจำไม่ได้ว่า URL คืออะไรให้ไปดูบทความที่แล้วนะครับ
7. Which topics describes your Website – เลือกว่า blog ของเราเขียนเกี่ยวกับอะไร
8. ฺBriefly describes your site – เขียนอธิบาย blog เรา พอสังเขปครับใครนึกไม่ออกจะลอกของผมไปก็ได้ ” This blog intend to give a best information to everyone who interesting with my idea and developing my e-business”
9. Primary method – เลือก blog ครับ
10.เสร็จแล้ว ติ๊กที่ Contact terms แล้วกด finish ก็เป็นอันเสร็จครับ ทีนี้ก็รอตอบรับจาก amazon ประมาณ 1-2 วัน เราก็พร้อมจะเริ่มธุรกิจกับ amazon ได้แล้ว
วันต่อไปหากไม่มีอะไรผิดพลาดเพื่อนๆน่าจะได้รับจดหมายตอบจาก amazon มาที่ e-mail ของเพื่อนๆ โดยเขาจะแจ้งว่า ” Congratulations, your application to the Amazon.com Associates Program
has been approved. For future reference, your unique Associates ID is xxxxx-20.” เท่านี้ก็เป็นอันเรียบร้อยครับ ส่วน Associates ID ของทุกคนจะมี -20 ต่อท้ายซึ่งแสดงว่าเราสมัครเป็นสมาชิก associates ของ amazon อเมริกา ส่วน -21 จะเป็น amazon ของ UK หรือ อังกฤษ นั้นเอง ซึ่งขั้นตอนการสมัครก็เหมือนๆกันครับ

ที่มาของบทความ  richbymyhand.com

Tags: , , ,

เริ่มต้นนายหน้ามือ อาชีพ (1)

6 Jun

เมื่อ เช้าได้ยินข่าว michael jackson เสียชีวิตกะทันหัน ในขณะที่วงการ Hollywood เพิ่งสูญเสียนักแสดงชื่อดังอย่าง ฟาร์ร่าห์ แห่งนางฟ้าชาร์ลีย์ไปหมาดๆ ตอนนี้เราคงไม่ได้เห็นท่าเต้นลูบเป้าบรรลือโลกอีกแล้ว แต่ยังไง michael jackson ก็จะเป็นตำนานของ king of pop ตลอดไป ผมขอร่วมไว้อาลัยและแสดงความเสียใจกับแฟนๆของทั้งสองด้วยครับ
แต่ใครจะ รู้ครับว่าในความสูญเสียยังมีโอกาสซ่อนอยู่ เมื่ออเมริกาสูญเสียบุคคลระดับโลกไปทีเดียวถึงสองคน แน่นอนว่าความต้องการที่จะมีของที่ระลึกทั้ง ของ ไมเคิล และ ฟาร์ร่าห์ ของชาวอเมริกาจะต้องมีมากอย่างถล่มทลาย โดยเฉพาะใครที่มีของแท้อยู่ในมือไม่ว่าจะเป็น DC เพลง หรือ หนัง หรืออะไรก็ตามที่เกี่ยวข้องก็ยิ่งมีโอกาสทำกำไรได้เป็นเท่าตัว เป็นไงครับเริ่มมองเห็นโอกาสทองกันแล้วใช่ไหม

มาพูดถึงธุรกิจ amazon affiliate หรือนายหน้าขายสินค้า สิ่งที่ผมอยากให้เพื่อนๆเตรียมก่อนก้าวสู่ความเป็นนัก affiliate มืออาชีพ นั่นคือเพื่อนๆจะต้องมี e-mail address และ website ส่วนตัวเพื่อใช้สมัคร affiliate program กับ amazon เพื่อนๆคนไหนที่ยังไม่มี e-mail address ผมแนะนำให้สมัครกับ gmail ของ google ครับ เพราะว่า gmail ของ google ให้ความจุที่ 8 GB และยังมี function ที่จำเป็นกับการทำงานของเราอีกเพียบเลย เมื่อเพื่อนๆมี e-mail ของ google เรียบร้อยแล้ว แต่ผมเชื่อว่่าหลายๆคนคงยังไม่มี website เป็นของตัวเองแน่นอน ซึ่งผมก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วยเหมือนกัน เพราะการที่จะมี website นั้นเราต้องเสียเงินในการเช่า hosting และื้ซื้อ domain name อีกทั้งยังต้องมีความรู้เรื่องการเขียน website อีกมากพอสมควร ซึ่งไม่เหมาะสมกับผู้เริ่มต้นอย่างเราๆแน่นอนครับ ทางออกทีดีที่สุดก็คือการเขียน blog ที่เพื่อนๆกำลังอ่านอยู่นีแเหละครับ เพราะฟรีและใช้งานง่าย ไม่จำเป็นต้องมีความรู้การทำ website ก็เขียนได้ครับ แต่การเขียน blog เพื่อสมัคร amazon ผมขอให้เขียนเป็นภาษาอังกฤษ ส่วนใครไม่ถนัดภาษาอังกฤษผมแนะนำให้ลอกบทความภาษาอังกฤษในอินเตอร์เนตมาซัก 3-4 บทความแล้วเอามาใส่ blog ของเราไปก่อน

มาดูขั้นตอน การสมัคร blog กัน

1. ล็อกอิน www.blogger.com เหตุที่ผมแนะนำให้ใช้เวปนี้เพราะ blogger เป็นเวปไซท์พันธมิตรของ google ฉะนั้นหากเรามี account ของ google แล้วก็จะได้ account ของ blogger ไปในตัว อีกอย่างขั้นตอนการสมัครและ function ของ blogger ยังรองรับ ภาษาไทยอีกด้วย ทำให้เราทำงานง่ายขึ้นมาก อย่าง web ผมที่เพื่อนๆอ่านก็เขียนมาจาก blogger เหมือนกัน

2. ขั้นตอนการตั้งชื่อ blog จะตั้งชื่อว่าอะไรก็ตามสะดวกเลยครับ แต่ขอให้เป็นภาษาอังกฤษนะครับ เสร็จแล้วก็เช็คดูซิว่าชื่อเราไปซ้ำกับใครไหมเอ่ย ถ้าไม่ซึ้าก็เริ่มขั้นตอนต่อไปได้เลยครับ ของผมลองสมัคชื่อ richallday เสร็จแล้วผมก็จะได้ URL ของ blog ผมเป็น http://richallday.blogspot.com เตรียมไว้รอสมัคร amazon
3. เลือก template ของ blog เลยครับว่าอยากให้สวยขนาดไหน ถ้าใครไม่ถูกใจก็สามารถ download ฟรี template ได้ตามอินเตอร์เนตเลยครับ มีให้เลือกเป็นร้อยๆแบบ เราสามารถแก้ไข template ได้ภายหลัง ที่ function การตั้งค่าและรูปแบบ ผมแนะนำว่าในขั้นต้นยังไม่ต้องทำ blog ให้สวยก็ได้ครับเอาแค่พอสมัครได้ก่อน ส่วนขั้นตอนการปรับปรุงเราค่อยมาทำทีหลังก็ยังไม่สาย
4. เมื่อเสร็จแล้วเพื่อนๆอยากจะจัดหน้าตาของ blog ยังไง อยากให้ตัวอักษรเป็นแบบไหนก็เข้าไปส่วนแก้ไขได้ ผมจะขอข้ามขั้นตอนนี้ไปเพราะไม่น่าจะยากอะไร หลังจากนั้นเพื่อนๆก็หาบทความภาษาอังกฤษซัก 4-5 บทความมาลงตรงส่วนส่งบทความ เสร็จแล้ว เลือกเผยแพร่บทความส่วนบทความที่เอามาลงขอให้มรเนื่อหาไปในทางแนวเดียวกันก็ จะดีครับ เพราะจะง่ายต่อการพิจารณาอนุมัติของ amazon ตอนผมส่งไปใช้เวลาประมาณ 2-3 วันก็อนุมัติแล้วครับ
5. เลื่อกดู บล็อก ว่าหน้าตาของบล็อกเราถูกใจหรือยัง หรือจะลองเอา URL ของเราไปลองเปิดดู ก็จะได้ผลออกมาเหมือนกันครับ

เป็นไงครับขั้นตอนต่างๆไม่ได้ยุ่งยากเลย ใช่ไหม ทีนี้เพื่อนๆ ก็มี blog และ URL เป็นของตัวเองแล้ว หัวข้อต่อไปผมจะอธิบายถึงขั้นตอนการสมัคร amazon ส่วน blog ที่เรามีถ้าเพื่อนคนไหนมีหัวทางการเขียนบทความหน่อยก็สามารถเอามาหารายได้ เพิ่มเติมได้ด้วย ส่วนจะทำยังไงนั้นไม่ต้องห่วงเดี๋ยวผมบอกแน่นอน งานนี้ไม่มีคำว่ากั๊กอยู่แล้ว

ที่มาของบทความ  richbymyhand.com

Tags: , , , , , , , , , , ,

แนะนำวิธีการซื้อ Backlink – PR ที่ถูกต้อง ให้คุ้มค่ามากที่สุดและไม่ถูกหลอก

6 Jun

ก่อนซื้อ Backlink- PR ควรดูอะไรบ้าง  การซื้อ Backlink-PR คุ้มหรือไม่คุ้ม
ก่อนจะซื้อ Backlink ควรดูที่จุดประสงค์ของเราก่อนนะครับ ว่าเราทำเว็บขึ้นมาเพื่ออะไร
ถ้าทำมาไว้เพื่อการค้าขาย, เว็บของบริษัทต่างๆหรือทำ amazon แบบ SEO มันก็คุ้มครับ
ถ้าเป็นเว็บ blog ส่วนตัวอันนี้ไม่คุ้มครับ แนะนำว่า submit ไปเรื่อยๆ

จริงๆ การซื้อ Backlink มันเป็นสายดำนะครับ เป็น SEO > Off-page และ
Linkที่เราจะได้จากการซื้อ Backlink จะเป็นแบบ One-Way Link ครับ
ซึ่งมันเป็นทางลัดที่จะทำให้เว็บไซต์เรามี ความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้นครับ

Backlink คืออะไร
Backlink ก็คือ Link ที่เชื่อมโยงมาหาเว็บไซต์ของเรานั้นเองครับ บางครั้งเรียกว่า Incoming Links หรือ Link Popularity
และถ้าได้ link ที่มีคุณภาพด้วยก็ยิ่งดี  แต่บางคนบอกขอเยอะๆไว้ก่อน กันเหนียว เยอะๆ แน่นๆ นุ่มๆ เนียนๆ ขาวๆ (แอบนอกเรื่องนิดหนึ่ง)

PR คือ อะไร
PR ย่อมาจาก Google Pagerank ส่วนใหญ่คนในวงการอย่างพวกเรา (SEO) จะเรียกสั้นว่า PR
Google Pagerank คือ ค่าลำดับคะแนนที่ Google ประเมินให้กับคุณภาพของเนื้อหาในแต่ละหน้าของเว็บไซต์
ซึ่งในแต่ละหน้าจะ ได้ค่า PR ไม่เท่ากัน ส่วนใหญ่หน้าแรกจะได้ค่า PR เยอะที่สุดครับ
ค่าของ PR(PageRank) จะเริ่มจาก n/a แล้วจากนั้นจะเป็น  0-10 ค่าตัวเลขยิ่งสูงยิ่งดีครับ แต่สูงสุดแค่ 10 นะครับ 11 ไม่มี
ในทางกลับ กันถ้าเว็บถูก de-index จากเว็บไซต์ที่มี 10 อาจจะกลายเป็น n/a ได้ ซึ่งเว็บผมก็เป็นอยู่ในขนาดนี้ครับ รอคุณก้องอยู่

ตอนนี้กำลังพัฒนา V.2 อยู่หวังว่าคงเสร็จในเร็วๆนี้นะครับ  และเช่นเดียวกับเว็บที่สร้างขึ้นมาใหม่ ถ้าเราตรวจสอบจาก Seoquake
ค่า PR จะเป็น  n/a ซึ่งย่อมาจาก No PageRank Information Available คือยังไม่มีค่า Google Pagerank ครับ ต้องรอให้ Google
ปรับให้เป็น 0 ก่อน ค่า PR มันขึ้นๆลงๆครับ โดยเฉลี่ยแล้ว Googleจะปรับค่า PR ทุกๆ 3 เดือนหรือมากกว่าในบางปีครับ (เคยมี 7 เดือนครั้งหนึ่ง)
เราจะได้ อะไรจากการซื้อ Backlink บ้าง

Bot,Traffic, PR และรู้จักเจ้าของเว็บไซต์ที่เราซื้อ Backlink  ครัับ
(พอรู้จักแล้ว ก็โทรชวนไปเลี้ยงเหล้า เราก็จะได้ Backlink ฟรี การกินเหล้าเป็นสิ่งที่ไม่ดี เด็กๆควรใช้วิจารณญาน )

ก่อนซื้อ Backlink เราควรต้องดูอะไรบ้างและเราควรทำอะไรก่อนซื้อ

1. หา Add-Ons มาติดที่ Browser เราก่อน  เพื่อตรวจสอบดูเว็บไซต์ที่เราจะซื้อ Backlink ครับ
Add-Ons คืออะไร แล้ว Add-Ons Download ได้จากที่ไหนบ้าง
Add-Ons คือ โปรแกรมที่ใช้เสริมเื่พื่อเพิ่มความสามารถของ Browser ครับ
ก็คล้าย Plug-in ตัวหนึ่งของ Browser นั้นเอง
Browser  Firefox ใช้ Add-ons firefox seo extension (Seoquake) (ผมว่าดีที่สุดในตอนนี้ครับ)

Download: https://addons.mozilla.org/en-…/addon/3036/?src=oftenusedwith

Browser IE ใช้ Add-ons  ใช้ ie.seoquake (ยังไม่สมบูรณ์ครับ)

Download: http://ie.seoquake.com/

Browser Google Chrome  Chrome SEO (ยังไม่สมบูรณ์ ครับ)

Download: https://chrome.google.com/exte…ngcciaeihlfmhppegpdceadpfaoclj

เมื่อติดตั้งเสร็จแล้ว อ่านข้อต่อไปครับ

2. ตรวจสอบเว็บไซต์ของเราว่าติด index หรือยัง ถ้าเริ่มติดแล้วค่อยซื้อครับ
ถ้าเว็บเรายังไม่ติด Index ของ Google ผมแนะให้ไป submit เว็บพวก Digg(Pligg)ที่มี PRสูง เช่น digg.com,
Reddit.com  หรือของเพื่อนๆในบอร์ดไทยเสียวก็ได้ครับ  1-2 วันก็น่าจะมี index แล้วครับ แต่ถ้าใครต้องการเรื่อง PR
อย่างเดี๋ยวควรรอให้ Google ปรับค่า PR จาก n/a เป็น 0 ก่อนครับ  ถ้า Google ปรับอีกครั้งเว็บไซต์เราจะได้ PR
อย่าง น้อยก็ PR1 ครับ ขึ้นอยู่กับเว็บไซต์ที่เราซื้อ Backlink ด้วยครับ ว่าค่า PR สูงแค่ไหน และเราซื้อไปกี่เว็บไซต์

3. ควรตรวจสอบเว็บไซต์ที่เราจะซื้อ Backlink ว่ามี PR และ Ranking เท่าไร
ควร จะ เป็นเว็บไซต์ที่มีค่า PR มากกว่าเว็บของเราครับ เช่น เว็บเรา PR1 ควรจะซื้อจากเว็บไซต์ที่มี PR2-3 ขึ้นไป
แต่ถ้าจะให้ได้ PRที่สูงกว่าปัจจุบัน ควรซื้อ PR ที่สูงกว่า 2 Step เช่น เว็บเรา PR1 ต้องการ PR2-3 ในอนาคต
ควรเลือกซื้อ PR4 อย่างน้อย 2 เว็บ หรือ PR5 1เว็บ เพราะเว็บไซต์ที่มี PRสูงมากๆ เพียง1เว็บก็สามารถทำให้อันดับ
PR เราสูงขึ้นได้ อาจจะดีกว่าได้จากเว็บ PR1  100เว็บด้วยซ้ำไป และ Submit เว็บอื่นๆไปด้วยนะครับ
การ submit ควร submit เว็บ Dofollow จะดีที่สุดครับ แต่ nofollowก็ไม่เป็นไรอย่างน้อยก็ได้ Traffic กลับมาให้เว็บเราครับ
พยายาม Submit เว็บที่ dofollow ให้หมดก่อน ในบอร์ดแจกไว้เป็นพันเว็บ ผมว่าปีหนึ่งก็ submit กันไม่หมดครับ
ในความ คิดของผม สิ่งที่สำคัญมากกว่า PRก็คือ Traffic นะครับ ยิ่งเว็บไซต์เราเป็นที่รู้จักเยอะ คนเข้าเยอะๆ โอกาสที่เราจะทำกำไร
จาก เว็บไซต์เราก็มีหลายทางครับ ส่วน PR นั้นก็เหมือนหน้าตาครับ ทำให้เว็บไซต์เราดูดีมาชาติตระกูล แต่ถ้า traffic เยอะๆ
เดี๋ยว PR มันก็จะตามมาเองครับ อาจจะช้าหน่อยเท่านั้นเอง ถ้าไม่อยากเสียเงินซื้อ ก็ไปขอแลก link กับเว็บไซต์อื่นๆที่มี

PRสูงกว่าเราก็ ได้ครับ(ถ้าเขาให้แลกนะครับ)

และควรตรวจสอบด้วยว่า้เว็บไซต์ที่เรา จะซื้อ Backlink เป็น Fake PageRank หรือเปล่า เพราะ PR สามารถหลอกกันได้
โดย เขียนโปรแกรมหลอกให้ bot เข้าใจผิดครับ หรือสร้าง Graphic ขึ้นมาเอง แล้วเอาไปติดก็มีเยอะครับ

วิธีตรวจ สอบ PR ว่าจริงหรือหลอก หรือ Fake PageRank

(1) ไปตรวจสอบที่ Search  Google หรือ Yahoo ก็ได้ครับ
แล้วพิมพ์   link:www. เว็บไซต์ที่เราจะซื้อ .com
เราจะ เห็น backlink ของเว็บไซต์นั้นว่ามากแค่ไหน Link ส่วนใหญ่ จะเป็น inbound link
inbound link คืออะไร มันก็คือ  link ธรรมชาติจากเว็บไซต์ต่างๆ ที่เชื่อมโยงเข้ามายังเว็บไซต์นั้นๆ
โดยค่าของ inbound link จะไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับ googleหรือyahoo จะ update ข้อมูลช้าหรือเร็วเท่าไร
จริงๆ google เขาคงมีข้อมูลอยู่แล้วแต่ไม่เปิดเผยให้เรารู้นั้นเอง จนกว่าจะ update ข้อมูลเราจึงจะตรวจสอบได้

(2) ดูว่า inbound link นั้นมากน้อยแค่ไหน ถ้าเว็บ PR สูงๆ ส่วนใหญ่จะต้องมี inbound link เป็นพันๆหมื่นๆแสนๆ
link ขึ้นไป  ตามที่ผมได้ตรวจ PR4-5 จะมี inbound link อย่างน้อยสุดก็ต้องหลักพัน ขึ้นไป แต่ถ้าตรวจสอบพบ 10-20 links
ก็น่าสงสัยไว้ก่อน ว่า Fake PagePank  หรืออาจจะได้ link จากเว็บไซต์ที่มี PR สูงๆก็ได้ อยากรู้ใช่ไหม ก็กดเข้าไปดูเว็บไซต์นั้นเลย
จะ ได้รู้ว่าเป็นเว็บอะไร มีค่า PR เท่าไร อาจจะได้ link จาก Google.com เป็นกองหนุนก็ได้ แค่เว็บเดียวก็เสียวแล้ว

(3)เว็บไซต์ที่ใช้ตรวจสอบ PR แบบลึกขึ้นหน่อย ว่า PR Fake หรือไม่ นอกเหนือจาก seoquake
www.checkpagerank.net (แนะนำอันนี้ครับ ง่ายสุด)
www.livepr.raketforskning.com

4. ตรวจสอบเว็บไซต์ที่เราจะซื้อ Backlink ครับว่า Keywords และเนื้อหาตรงกับเว็บเราหรือเปล่า
พยายาม หาเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์เรามากที่สุด อย่างน้อยต้องมี Keywords ตรงกับเว็บไซต์เราบ้างครับ
เช่น เราทำเว็บท่องเที่ยว เราก็ควรจะซื้อเว็บที่เกี่ยวข้องกับท่องเที่ยว
ไม่ใช่ไปซื้อ จากเว็บ 18+  มันก็คงไม่เข้ากันใช่ไหมครับ


5. ดู อายุของเว็บไซต์หรืออายุของ Domain ยิ่งเว็บไซต์ที่มีอายุเยอะๆยิ่งดีครับ

(เหมือน มะพร้าวยิ่งแก่ยิ่งมัน แต่ผมชอบอะไรที่มันอ่อนๆมากกว่าครับ นุ่มนิ่ม น่ารักสดใส นอกเรื่องสะแล้ว)
เข้าเรื่องต่อ Google Algorithm ชอบนัก Domain เก่าๆ อาจจะเป็นเพราะอยู่มานานข้อมูลน่าจะเยอะ ดูน่าเชื่อถือ
กว่า Domain ที่พึ่งเกิดใหม่  ผมมีอยู่ domain หนึ่ง พึ่งซื้อมาแต่อายุมันต้องแต่ปี 2001  เว็บ index เร็วๆมาก
ยังไม่ได้ทำ อะไรมากเลย PR1 แล้ว ส่วนไอ้เว็บไซต์ที่เรานั่งปั้นทั้งวันทั้งคืน ยังสู้ไม่ได้เลย

6. ดูที่ Index ของเว็บไซต์ที่เราจะซื้อ Backlink ครับ ว่ามีมากน้อยแค่ไหน ยิ่ง Index หน้านั้นเยอะๆ
ยิ่งดีครับ ไม่ว่าจะเป็น Index ของ Google หรือ Yahoo แสดงว่าเว็บนั้นมีข้อมูลเยอะซึ่งจะเป็นผลดีต่อเรา
ในเรื่อง Keywords ด้วย เพราะโอกาสที่จะมี keyword ตรงกับเว็บเราเยอะตามไปด้วย
แต่ ถ้าจะให้ดีใช้  Seoquake กดดูที่ Dendity เพื่อดู Keywords ของหน้าเว็บไซต์นั้นว่ามีอะไรบ้างครับ

นอกจากนั้น ยังใช้ Seoquake ตรวจสอบดูว่าเว็บไซต์ที่เราจะซื้อ backlink ว่าติดindexจาก dmoz.com
ด้วยหรือเปล่า ถ้ามีแสดงถึงเว็บไซต์นั้นผ่านการตรวจสอบมาแล้วในระดับหนึ่่ง ถือว่าเป็นของแถม ซึ่งทำให้เว็บนั้นน่าเชื่อถือ
ขึ้นมาทันตา เหมือนเว็บ Thaiseoboard ก็ติดindexจาก dmoz ด้วยเช่นกัน

7. ดูข้อตกลงกับผู้ขาย Backlink ว่าจะติดเว็บไซต์ของเราไว้ที่ไหน
ถ้านำเว็บเราไปติดที่ Footer  เราก็จะได้  link กลับมาทุกหน้าครับ
ยกเว้น เขา block ไว้ ขึ้นอยู่กับว่าตอนแรกที่เราซื้อได้ตกลงไว้กับผู้ขายอย่างไรบ้าง
เว็บไซต์ ที่ใช้สำหรับการตรวจสอบ Backlink ครับ  http://www.backlinkwatch.com
ควรรอให้เขาติดไปก่อนสัก 2-7 วัน ค่อยเข้าไปตรวจสอบครับ ว่าเราได้ link จากเว็บที่เราซื้อ backlinkหรือเปล่า
เว็บไซต์ที่ใช้ ตรวจสอบ Backlink จะบอกชื่อเว็บไซต์ที่ส่ง link มาให้เว็บไซต์เราครับ

8. ควรตรวจสอบ IP ของเว็บไซต์ที่เราจะซื้อ Backlink ก่อน
เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างหนึ่งเลยที่เดียว เพราะ google algorithm จะให้ความสำคัญเว็บไซต์
เว็บไซต์ที่มี IP ต่างจากเว็บไซต์ของเรา ยกตัวอย่างให้เข้าใจง่ายๆครับ ซึ่งว่าด้วยเรื่องของ Protocol
ยากไป เอาเป็น TCP/P ยังยาก เดี๋ยวไม่เข้าใจ เอาง่ายๆครับ
Ex.  เว็บเรามี  ip  223.255.78.9  ควรจะซื้อ Backlink จาก ip  ที่ตัวเลข 2 ตัวหลังต่างจากเว็บไซต์ของเรา
223.255.xx.xxx   คือ xx.xxx ไม่ให้ตัวเลข 2 ชุดหลังนี้เหมือน ip ของเราหรือตัวเลขชุดไหนก็ได้ครับ 2 ชุด
ไม่ให้ เหมือนกัน Ex. xxx.xxx.78.12, xxx.9.xxx.15, 61.xxx.81.xx เป็นต้นครับ หวังว่าคงเข้าใจโดยทั่วกัน
แล้วเราจะรู้ ได้ยังไงว่า เว็บไซต์ที่เราจะซื้อ Backlink มี  IP อะไร ก็ใช้เครื่องมือเจ้าเก่าครับ Seoquake
มันจะ show ip ทุกเว็บที่เราเปิด ยกเว้นเว็บใหญ่ๆ บางเว็บครับ

9. ควรซื้อ Backlink จากคนที่น่าเชื่อถือหรือจากแหล่งที่น่าเชื่อถือครับ
แนะนำ ที่ไทยเสียวนี้แหละครับ ถูกๆ เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ กันทั้งนั้นครับ แต่ต้องทำตามกฎการซื้อขายด้วยนะครับ
กฏการซื้อขายของเว็บไทยเสียวก็เพื่อ ประโยชน์ของเพื่อนๆนั้นเองและเพื่อป้องกันการหลอกลวง จากผู้ไม่หวังดีด้วยครับ
ถ้าจะซื้อจากต่างประเทศก็ได้ครับ แต่จะไว้ใจได้กากา ถ้าเกิดอะไรขึ้นเราจะติดต่อเขาได้ยังไง นั่งเครื่องบิน
ไป ก็ไม่คุ้มแล้ว แล้วก็ไม่รู้ใครเป็นใครด้วย ในโลกอินเตอร์เน็ตอย่าไว้ใจใครให้มาก

ขอขอบบทความจาก www.thaiseoboard.com

Tags: , , , , , , , , ,

การขายสินค้า Amazon แบบมืออาชีพ

5 Jun

พูดถึงการขายสินค้ากับ Amazon นั้นผมคิดว่าหลายๆ ท่านก็คงได้เริ่มต้นขายกันแล้ว และบางท่านที่ยังไม่ได้เริ่มทำก็คงพยายามค้นหาข้อมูลเพื่อเริ่มต้นกันแล้ว กับอีกหลายๆ คนคงขายสินค้ากันได้อย่างมากมาย และกำลังขยายการค้าของตนเองให้เติบโตยิ่งขึ้นไปอีก

ส่วนบางท่านก็ยังคงขายอะไรไม่ได้เลยทั้งๆ ที่ก็ทำตามคนอื่นๆ เขาเหมือนๆ กันแต่ทำไมขายอะไรไม่ได้สักที ถ้าคุณอยู่ในคนกลุ่มนี้บทความชุดนี้จะช่วยสอนให้คุณเริ่มต้นอย่างถูกต้องมาก ยิ่งขึ้น และเป็นมืออาชีพในการทำธุรกิจร่วมกับ Amazon มากขึ้นนั่นเองครับ

ก่อนอื่นผมขอออกตัวก่อนครับว่า บทความชุดนี้นั้นเป็นการนำเสนอข้อมูลสำหรับผู้ที่ต้องการสร้างรายได้ร่วมกับ Amazon ด้วยหลักการของ Search Engine Optimization (SEO) เท่านั้นหรือใครจะนำไปประยุกต์ใช้กับรูปแบบอื่นๆ ก็แล้วแต่ความเหมาะสมหรือต้องการก็แล้วกันครับ

เดี๋ยวเรามาดูกันก่อนครับว่าเหตุผลอะไรที่ทำให้เราขายสินค้าไม่ได้ และไม่ได้เพราะอะไร ผมจะขอสรุปเอาแบบคร่าวๆ เท่าที่ผมได้พูดคุยกับหลายท่านที่เข้ามาปรึกษาหรือ โทรมาพูดคุยกับผมกันนะครับดังนี้

สมัครสมาชิก Amazon Associates เสร็จก็เริ่มขายของเลย
การสมัครเสร็จปุ๊บเริ่มต้นทำงานเลยนั้นถือได้ว่าเป็นสิ่งที่ดีครับ แต่มันผิดตรงที่บางครั้งการเริ่มต้นอะไรก็ตามเราควรมีศึกษาค้นคว้าอย่างถูก ต้องเสียก่อนไม่ว่าเรื่องใดๆ เช่น สินค้าราคาเท่าไหร่ ความนิยมเป็นอย่างไร ใครที่เป็นคู่แข่งของเรา และการแข่งขันในสินค้านั้นๆ มากน้อยแค่ไหน ใช้คำค้นหาหลักๆ ว่าอะไรบ้าง และมีปริมาณ Page Results ในการแข่งขันเท่าไหร่ หรืออย่างน้อยๆ ก็ควรจะรู้ว่าส่วนใดคือจุดเริ่มต้นของการทำงาน เช่น ต้องรู้เรื่องการเขียนบล็อกหรือไม่ หรือต้องศึกษาเรื่อง SEO เพิ่มเติมหรือไม่อย่างไร หรือต้องทำการฝึกอบรมศึกษาเพิ่มเติมส่วนใดหรือไม่ อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับความคาดหวังของแต่ละท่านว่าต้องการทำงานได้เร็วมากน้อย แค่ไหน หรือบางท่านอาจเลือกศึกษาเอาเองก็สามารถทำได้ครับ การลองผิดลองถูกถือเป็นสิ่งที่ดีครับ เพราะผมเองก็เริ่มจากจุดนี้เช่นกัน

แต่ข้อเสียก็คือการศึกษาด้วยตนเองนั้นค่อนข้างใช้เวลานานกว่า การศึกษาจากการเรียนรู้กับผู้อื่นเอามากๆ เพราะความเข้าใจต่างๆ นั้นเรามีน้อยเนื่องด้วยพื้นฐานของเราไม่มี แต่กระนั้นเราก็สามารถศึกษาได้เต็มที่เช่นกันแม้จะนานหน่อยก็ตามที

นี่คือจุดแรกๆ ที่ทำให้เราอาจมองข้ามความสำคัญบางส่วนออกไป ทำให้การทำงานของเรานั้นได้เพียงแค่การลอกเลียนแบบ แต่ไม่ได้มองเห็นจุดสำคัญหรือจุดเด่นของสินค้าที่เรานำมาแนะนำเลย ซึ่งส่วนสำคัญนี้เองที่จะช่วยให้เราขายสินค้าได้เร็วหรือช้า รวมไปถึงสามารถสร้างรายได้ให้กับเราได้เป็นกอบเป็นกำมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

Tags: , , , , ,

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.